เปิดบริษัทต้องเสียภาษีอะไรบ้าง? ถ้ายังไม่รู้ ระวังเสียเงินเกินจำเป็น
หลายคนเริ่มต้นเปิดบริษัทด้วยไฟและความฝัน แต่กลับสะดุดกับเรื่องที่ดูเหมือนจะ “ยิบย่อย” อย่างภาษี ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ หากคุณยังไม่แน่ใจว่า เปิดบริษัทต้องเสียภาษีอะไรบ้าง บทความนี้จะพาคุณไล่เรียงภาษีสำคัญแบบเข้าใจง่าย พร้อมคำแนะนำเพื่อไม่ให้ต้องจ่ายเกินจำเป็นค่ะ
ประเภทภาษีที่ธุรกิจต้องเสีย
การเปิดบริษัทในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัด SME หรือบริษัทมหาชน ต้องรู้จักภาษีพื้นฐานเหล่านี้ให้ดีก่อนนะคะ
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ภาษีที่จัดเก็บจาก “กำไรสุทธิ” ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดในแต่ละปี โดยทั่วไปบริษัทต้องยื่นแบบภาษีปลายปี (ภ.ง.ด.50) และประมาณการครึ่งปี (ภ.ง.ด.51)
สำหรับบริษัท SME
หากเข้าเงื่อนไข (ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี) จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันได:
- กำไรไม่เกิน 300,000 บาท: ยกเว้นภาษี
- 300,001 – 3,000,000 บาท: เสียภาษี 15%
- เกิน 3,000,000 บาท: เสียภาษี 20%
สำหรับบริษัทมหาชน
บริษัทขนาดใหญ่ หรือที่จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน (มหาชนจำกัด) ซึ่งมักมีทุนจดทะเบียนสูงและเสนอขายหุ้นแก่ประชาชน จะต้องเสียภาษีในอัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิ ตั้งแต่บาทแรก ไม่ได้รับสิทธิลดหย่อนแบบ SME
หมายเหตุ: บริษัทมหาชนสามารถดูได้จากชื่อบริษัทที่มีคำว่า “มหาชนจำกัด” ต่อท้าย และมักมีหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
อ่านเพิ่มเติม: รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท ถึงจะคุ้มค่า และไม่เสียภาษีเกินจำเป็น
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ภาษีทางอ้อมที่เก็บจากการขายสินค้า/บริการทั่วไป อัตราปัจจุบันคือ 7% โดยบริษัทที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และยื่นแบบ ภ.พ.30 รายเดือน
อ่านเพิ่มเติม: การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ? รายได้เกิน 1.8 ล้าน แต่ไม่ได้จด vat
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
บริษัทที่จ่ายค่าบริการ ค่าเช่า หรือดอกเบี้ย ต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่าย และนำส่งให้กรมสรรพากร ตัวอย่างอัตราเช่น:
- ค่าขนส่ง: หัก 1%
- ค่าบริการทั่วไป: หัก 3%
- ค่าเช่าสำนักงาน: หัก 5%
- เงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น: หัก 10%
อ่านเพิ่มเติม: ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร? จริงๆ แล้วภาษีหัก ณ ที่จ่ายต้องกี่เปอร์เซ็นต์
ภาษีธุรกิจเฉพาะ
จัดเก็บจากธุรกิจบางประเภท เช่น ธนาคาร บริษัทประกันชีวิต หรือการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไร หากบริษัทไม่ได้อยู่ในธุรกิจเหล่านี้ โดยทั่วไปจะไม่ต้องเสีย
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีป้าย
สองภาษีนี้มักถูกมองข้าม เพราะไม่ใช่ภาษีที่จัดเก็บโดยกรมสรรพากรโดยตรง แต่หากมีทรัพย์สินหรือป้ายโฆษณาในชื่อบริษัท ก็ต้องรับผิดชอบเช่นกัน
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
จัดเก็บโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล หรือ อบต. เป็นภาษีประจำปีที่คิดตามมูลค่าและลักษณะการใช้ประโยชน์ของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง เช่น:
- ที่ดินเพื่อพาณิชยกรรม หรือให้เช่า: อัตราภาษีสูงกว่าที่อยู่อาศัย
- บริษัทไม่มีสิทธิลดหย่อนแบบบุคคลธรรมดา
- หากไม่ชำระตามกำหนด อาจถูกเรียกเก็บย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ
หลาย SME ที่ใช้บ้านหรือที่ดินส่วนตัวทำธุรกิจ อาจเลือกจดทรัพย์สินในชื่อบริษัทเพื่อความเป็นทางการหรือใช้เป็นหลักประกัน แต่ต้องพิจารณาผลกระทบเรื่องภาษีด้วย
ภาษีป้าย
ภาษีนี้จัดเก็บจากป้ายที่แสดงชื่อบริษัท ป้ายโฆษณา หรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ซึ่งติดตั้งอยู่หน้าร้าน อาคาร หรือสำนักงาน
- บริษัทที่มีป้ายแสดงชื่อธุรกิจ ไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ จะต้องยื่นแบบและชำระภาษีป้ายเป็นประจำทุกปี
- อัตราภาษีขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อความที่ใช้ และขนาดพื้นที่ของป้าย
- ป้ายที่มีภาษาต่างประเทศหรือโลโก้ร่วมด้วย อาจเข้าข่ายเสียภาษีในอัตราสูงกว่าป้ายทั่วไป
- หากไม่ยื่นแบบตามกำหนด อาจถูกเรียกเก็บย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
แม้จะดูเป็นภาษีเล็กน้อย แต่การละเลยเรื่องนี้อาจกลายเป็นภาระที่สะสมโดยไม่รู้ตัวนะคะ

ยื่นภาษีบริษัท มีอะไรบ้าง
การยื่นภาษีของบริษัทไม่ได้ทำแค่ปีละครั้ง ต้องมีวินัยและรู้รอบกำหนดเวลาสำคัญค่ะ รวมถึงแบบฟอร์มที่ต้องยื่นต่อกรมสรรพากร ดังนี้
- ภ.ง.ด.50: ยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี)
- ภ.ง.ด.51: ยื่นประมาณการภาษีครึ่งปี (ภายใน 2 เดือนหลังสิ้นครึ่งปีแรก)
- ภ.พ.30: รายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รายเดือน
- ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53: รายงานภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากค่าบริการ ค่าเช่า ฯลฯ (รายเดือน)
- ภ.ง.ด.1: รายงานภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงาน (หากมีลูกจ้าง)
- ภ.ธ.40: สำหรับบริษัทที่อยู่ในข่ายเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เช่น ธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไร
การยื่นล่าช้าหรือไม่ยื่นตามกำหนด อาจถูกปรับและคิดดอกเบี้ย 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีค้างชำระค่ะ
สรุปภาษีที่บริษัทต้องรู้
การเปิดบริษัทไม่ใช่แค่เรื่องการขายหรือให้บริการ แต่ยังต้องมีความเข้าใจเรื่องภาษีอย่างรอบด้านด้วยนะคะ ภาษีเหล่านี้คือพื้นฐานที่ทุกบริษัทควรปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และลดความเสี่ยงด้านต้นทุนในระยะยาว
- บริษัทต้องเข้าใจภาษีพื้นฐาน เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล, VAT, และภาษีหัก ณ ที่จ่าย
- SME ที่เข้าเกณฑ์จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีมากกว่าบริษัททั่วไป
- หากมีทรัพย์สินหรือป้ายชื่อบริษัท ต้องจัดการภาษีที่ดินและภาษีป้ายให้ถูกต้อง
- ภาษีธุรกิจเฉพาะเกี่ยวข้องเฉพาะบางธุรกิจ เช่น ธนาคารหรืออสังหาริมทรัพย์
- การยื่นภาษีมีทั้งรายปีและรายเดือน ควรจัดระบบบัญชีให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
- วางแผนภาษีที่ดี ช่วยลดต้นทุน ลดความเสี่ยง และทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง
การจัดการภาษีไม่ใช่แค่เรื่องของการยื่นให้ครบตามกำหนด แต่คือการวางระบบที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างมั่นคง หากคุณต้องการทีมที่ดูแลเรื่องบัญชีและภาษีให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการได้ที่ รับทำบัญชีรายเดือน ปิดงบประจำปี
